เปิดสถิติ ลิเวอร์พูล ในยามมีและไม่มี ฟาน ไดค์

เปิดสถิติ ลิเวอร์พูล ในยามมีและไม่มี ฟาน ไดค์

การขาดหายไปของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่งทำให้สาวก “เดอะ ค็อป” หวาดหวั่นเกี่ยวกับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ ลิเวอร์พูล แต่ตอนนี้วิฤกติดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะ “หงส์แดง” มีคู่แนวรับที่เหนียวแน่นอย่างน่าเหลือเชื่อ

หลังจากที่เกมลีกผ่านไป 5 แมตช์ “เดอะ เร้ดส์” ต้องพบกับข่าวร้ายเมื่อ ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บหนักจากการโดนเสียบสกัดอย่างรุนแรงของ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ส่งผลให้ ปราการหลังเลือดดัตช์ ต้องขึ้นเขียงผ่าตัดหัวเข่า และพักรักษาตัวนานหลายเดือน

แถมยังเกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าไปอีกเมื่อ โจ โกเมซ มีปัญหาบาดเจ็บที่เอ็นหัวเข่าในช่วงที่เข้าแคมป์ฝึกซ้อมร่วมกับทีมชาติอังกฤษ ทำให้เขาต้องพักรักษาตัวนานหลายเดือนเช่นกัน ทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอมนี ต้องกุมขมับเพราะ “หงส์แดง” เหลือเซนเตอร์แบ็กอาชีพเพียงแค่ โฌแอล มาติป เท่านั้น

ส่วนนักเตะอย่าง รีส วิลเลี่ยมส์, นาธาเนียล ฟิลลิปส์ และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก ยังเป็นเพียงดาวรุ่งที่ไร้ประสบการณ์ ขณะที่ ฟาบินโญ่ ต้องถูกจับมาทำหน้าที่เป็นปราการหลังตัวกลางคู่กับ มาติป แต่ดูเหมือนว่าการจับคู่ของทั้งสองคนจะทำให้ ลิเวอร์พูล มีผลงานที่สุดยอดเกินความคาดหมาย

ต้องบอกว่าจากสถิติที่แสดงให้เห็นในเวลานี้กลายเป็นว่านับตั้งแต่ที่ ลิเวอร์พูล ไม่มี ฟาน ไดค์ พวกเขามีเกมรับที่ดียิ่งขึ้น โดยเมื่อดูผลงานจากการแข่งขันทุกรายการ กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนามไปแล้ว 8 เกม และทีมเสียประตูรวม 16 ลูก ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 2 ประตูต่อเกม

ผลงานที่น่าสยดสยองที่สุดที่ อดีตแนวรับ “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน ทำหน้าที่ให้กับต้นสังกัดก็คือเกมที่พวกเขาแพ้ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า 2-7 รวมไปถึงแมตช์เปิดซีซั่นที่ “หงส์แดง” เฉือนชนะ “ยูงทอง” ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 ในถิ่นแอนฟิลด์

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ คล็อปป์ ต้องหาแนวรับมาช่วยงาน มาติป ซึ่งบางครั้งก็เจออาการบาดเจ็บเล่นงานเช่นกัน โดยงานนี้ รีส วิลเลี่ยมส์ มีโอกาสได้ลงสนาม 5 เกมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ลงเล่นเกมลีก 2 นัด

ด้าน ฟาบินโญ่ ซึ่งตำแหน่งถนัดก็คือกองกลาง ต้องถูกขยับมาเยือนเป็นเซนเตอร์แบ็ก ก็ต้องเจอกับอาการบาดเจ็บเอ็นกล้ามเนื้อหลังต้นขาในช่วงเดือนพฤศจิกายน ด้วยสถานการณ์ที่แบ็กโฟร์ต้องสลับสับเปลี่ยนบ่อยๆ แต่กลายเป็นว่า “หงส์แดง” เสียแค่ 6 ประตูจาก 11 แมตช์ หรือเฉลี่ยแล้วประมาณ 0.55 ประตูต่อเกม

ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเก็บคลีนชีตได้ 6 จาก 11 เกมด้วย ซึ่งเปรียบกับ “เดอะ ดัตช์แมน” ที่เก็บคลีนชีตได้แค่ 2 เกมจาก 8 แมตช์ ที่สำคัญ ลิเวอร์พูล ยังเดินหน้าเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วย โดยแชมป์เก่าชนะ 8 แมตช์จาก 11 เกม (73 เปอร์เซนต์) และแพ้แค่เกมเดียวต่อ อตาลันต้า ในถ้วยใบโตยุโรป

ส่วนตอนที่มี ฟาน ไดค์ พวกเขาชนะแค่ 50 เปอร์เซนต์จากเกมที่ลงเล่น โดยคว้า 3 แต้ม 4 เกม, เสมอ 3 แมตช์ และแพ้ 1 เกมจากทั้งหมด 8 เกม ดังนั้นการที่ คล็อปป์ ใช้กองหลังดาวรุ่งผสมกับ มาติป และ ฟาบินโญ่ พวกเขามีเกมรับที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น 4 เกมที่ ฟาบินโญ่ กับ มาติป ลงสนามเป็นตัวจริงพร้อมกันพวกเขาไม่เสียประตูเลย ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2018/2019 ทั้งสองคนเก็บคลีนชีตในแมตช์เสมอ บาเยิร์น มิวนิค 0-0 เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายซึ่งในซีซั่นนั้นทีมผงาดคว้าแชมป์ “บิ๊กเอียร์” ซะด้วย

ที่สำคัญ แนวรับชาวแคเมอรูน กับดาวเตะเลือดแซมบ้า ลงสนามพร้อมกัน 3 เกมในฤดูกาลนี้ทีมชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ 4-0, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 และ เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0 ฉะนั้น ณ เวลานี้แม้ทีมจะขาด ฟาน ไดค์ แต่ คล็อปป์ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เปิดสถิติเกมรับลิเวอร์พูลในยามที่มี และไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

 ลิเวอร์พูล มี ฟาน ไดค์ลิเวอร์พูล ไม่มีฟาน ไดค์
8เกม11
16เสียประตู6
2เสียประตู/เกม0.55
4ชนะ8
3เสมอ2
1แพ้1
50 %ค่าเฉลี่ยชนะ %73 %
2คลีนชีต6

เครดิต  https://www.siamsport.co.th/football/premierleague/view/216719