Liverpool นี่คือช่วงดีที่สุดของ “หงส์แดง”

Liverpool นี่คือช่วงดีที่สุดของ “หงส์แดง”

ทีม “หงส์แดง” Liverpool ทีมดังของพรีเมียร์ลีกกำลังเป็นทีมที่มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในเวลานี้ เพราะพวกเขากำลังจะได้แชมป์ที่รอคอยมากว่า 30 ปี ซึ่งก็คือแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้นั่นเอง ซึ่งสถานการณ์ของพวกเขานั้นน่าจะเป็นแชมป์อย่างแน่นอนแบบ 99 เปอร์เซ็นต์แล้ว หากว่าศึกพรีเมียร์ลีกสามารถกลับมาทำการแข่งขันได้อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ตามที่ได้วางแผนกันเอาไว้

เพราะว่าพวกเขามีคะแนนนำหน้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับที่ 2 ของตารางอยู่ถึง 25 คะแนนเลยทีเดียว แม้ว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” จะยังแข่งน้อยกว่าอยู่ 1 นัดก็ตาม ซึ่งจากอีก 9 นัดที่เหลือ เท่ากับว่าลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์ต้องการชัยชนะอีกเพียง 2 นัดเท่านั้นก็จะกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอนแล้ว

ซึ่งจะถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วก็คว้า แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมา ครองได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ของสโมสรในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว และดูท่าแล้วพวกเขาจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ด้วย

ลิเวอร์พูลในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมันที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2015 แต่ในตอนแรกนั้นยังไม่ค่อยมีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรป้า ลีกมาก่อน แต่ว่าก็ไปแพ้ให้กับเซบีญ่าที่มีอูไน อเมรี่คุมทีมในรอบชิงชนะเลิส ทำให้ได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น ซึ่งทีมในตอนนั้นก็ยังถือว่าไม่แข็งแกร่งมากนัก เพราะพวกเขายังมีจุดอ่อนในแนวรับอยู่

แต่ในระยะหลังมานี้ทีม “หงส์แดง” มีการเสริมทัพที่ยกระดับทีมขึ้นมาได้ตลอดนับตั้งแต่ปี 2017 ที่พวกเขาคว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตัวรุกทีมชาติอิยิปต์มาจากโรม่า ซึ่งทำให้แนวรุกของพวกเขามีความสมดุลย์ และลงตัวสุดๆ เมื่อผนึกกำลังร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โรเบร์โต้ ฟิร์มิโน่ 2 ตัวรุกของทีมก่อนหน้านี้ ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้

Liverpool
Liverpool

ซึ่งนอกจากนั้นก็คือในเดือนมกราคม 2018 ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมอีกครั้ง นั่นก็คือการได้ตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังชาวดัตช์มาจากเซาธ์แฮมป์ตันในราคา 75 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกในตอนนั้นด้วย ซึ่งตอนแรกนั้นดีลนี้ถูกแฟนบอลทุกคนมองว่าเป็นราคาที่แพงเว่อร์วังอลังการมาก เพราะตอนนั้นฟาน ไดจค์ก็ไม่ได้โด่งดัง และโดดเด่นกับทีม “นักบุญ” มากนัก แต่สุดท้ายแล้วเขากลับมายกระดับแนวรับของลิเวอร์พูลได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่นั้นมา

จุดเปลี่ยนสู่ความสำเร็จของ Liverpool

ซึ่งหลังจากที่ลิเวอร์พูลได้เฟอร์กิล ฟาน ไดจค์มาร่วมทีมแล้ว ฤดูกาลนั้นพวกเขาก็สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ทันที ซึ่งได้เข้าไปชิงชนะเลิศกับเรอัล มาดริด ทีมแชมป์เก่าของรายการนี้ 2 สมัยติดต่อกัน แต่สุดท้ายลิเวอร์พูลก็ต้องพ่ายแพ้ไป 1-3 ด้วยความผิดพลาดส่วนบุคคล โดยเฉพาะ ลอริส คาริอุส นายทวารชาวเยอรมันที่ก่อความผิดพลาดถึง 2 ครั้ง จนทำให้ทีมแพ้ไปในที่สุด

ซึ่งก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการเปลี่ยนแปลงผู้รักษาประตูทันที ด้วยการไปทุ่มเงินก้อนโตดึง อลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูมือ 1 ทีมชาติบราซิลมาจากโรม่า ทีมในอิตาลีอีกครั้ง หลังจากที่ติดใจในการดึงตัวโม ซาล่าห์มาร่วมทีม ซึ่งก็กลายเป็นนายประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลกอีกครั้งในตอนนั้น ก่อนที่จะมาถูกเกป้า อาร์ริซาบาลาก้าทำลายสถิติลงในช่วงหลังจากนั้นไม่นาน

ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นส่วนสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ทีม “หงส์แดง” กำลังมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมอยู่ในเวลานี้ เพราะพวกเขาสามารถปิดจุดอ่อนของทีมได้หมดแล้วโดยการใช้เงินเสริมทัพก้อนโตที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน และไม่ได้เป็นแนวทางการทำทีมของกุนซือชาวเยอรมันรายนี้ด้วย แต่เขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดนั้น เพื่อที่จะทำให้ทีมสามารถยกระดับได้อย่างยอดเยี่ยม จนในที่สุดพวกเขากำลังมีอนาคตที่สดใสเป็นอย่างมากหลังจากนี้

การที่พวกเขากำลังจะคว้าแชมป์ 2 ปีติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่สามารถเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ได้สำเร็จ 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ และใน ศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างไร้เทียมทาน เมื่อแพ้ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ซึ่งเกือบจะทำสถิติไร้พ่ายได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้พวกเขามีมาตรฐานการเล่นเหนือกว่าทีมชั้นนำของตารางทีมอื่นๆ อยู่พอสมควร

รวมถึงคู่ปรับสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วย ซึ่งก็กำลังจะเจอกับช่วงวิกฤติหลังจากนี้ หากว่าพวกเขาโดนโทษแบนห้ามไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ซึ่งจะทำให้การจัดการทีมหลังจากนี้ จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก และมีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะมีโอกาสที่จะเสียผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมไป รวมถึงตัวกุนซืออย่างเป็ป กวาดิโอล่าด้วย และจะทำให้ ลิเวอร์พูล ด้เปรียบสุดๆ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อๆ ไปด้วย