Liverpool ช่วงชี้ชะตาของ “หงส์แดง”

Liverpool ช่วงชี้ชะตาของ “หงส์แดง”

ทีม “หงส์แดง” Liverpool ซึ่งเป็นทีมที่กำลังจะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หลังจากที่พวกเขาต้องรอคอยมาตั้งแต่ปี 1990 ที่เป็นแชมป์ครั้งสุดท้ายของพวกเขา และหลังจากนั้นลีกสูงสุดของประเทศก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก และสุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเลย โดยมีใกล้เคียงอยู่ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเกือบจะคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

  1. ฤดูกาล 2013-2014 ที่มีเบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือคุมทีม ซึ่งพวกเขานำเป็นจ่าฝูงมาจนถึงท้ายฤดูกาล แต่สุดท้ายก็ไปสะดุด 2 นัด คือการแพ้ให้กับเชลซีคารังแอนฟิลด์ และบุกไปเสมอกับคริสตัล พาเลซ 3-3 ทั้งที่เกมนั้นพวกเขาออกนำไปก่อนถึง 3-0 ด้วยซ้ำ และทำให้สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นรองแชมป์เมื่อถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงเข้าป้ายไป
  2. ฤดูกาล 2018-2019 พวกเขานำเป็นจ่าฝูงมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล และนำห่างมาจนถึงช่วงต้นปีเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็มีช่วงที่พวกเขาสะดุดเสมออย่างต่อเนื่อง จนถูกทีม “เรือใบสีฟ้า” ของเป็ป กวาดิโอล่าแซงเข้าป้ายไปในที่สุด ซึ่งยังดีที่พวกเขามีแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาปลอบใจ

แชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้อยู่ในมือของพวกเขาแล้ว เพราะตอนนี้มีคะแนนนำหน้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้อยู่ถึง 25 คะแนนเลยทีเดียว และเหลือการแข่งขันอีกเพียง 9 นัดเท่านั้น แม้ว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” จะมีเกมอยู่ในมืออีก 1 นัดก็ตาม แต่หากชนะก็ยังตามหลัง 22 คะแนนอยู่ดี ซึ่งเท่ากับว่าลิเวอร์พูลต้องการชัยชนะอีกเพียงแค่ 2 นัดจาก 9 นัดนี้เท่านั้นก็จะกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

ซึ่งแทบไม่ต้องกังวลเลยสำหรับแชมป์ในฤดูกาลนี้ เพราะจาก 29 นัดที่ผ่านมาพวกเขาพลาดไม่ชนะแค่เพียง 2 นัดเท่านั้น ซึ่งทีม “หงส์แดง” จะได้แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 19 มาครอบครองอย่างแน่นอน แต่คำถามหลังจากนี้ก็คือในฤดูกาลต่อๆ ไปต่างหากว่าพวกเขาจะสามารถรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบนี้ต่อไปหรือไม่ และจะมีแนวทางการทำทีมอย่างไรหลังจากนี้

ความแข็งแกร่งของทีม ที่ยังยกมาตราฐานขึ้นไปได้อีก

แม้ว่าในตอนนี้นั้น Liverpool จะมีขุมกำลังที่ยอดเยี่ยม และยอดกุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ก็พึ่งจะต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปไม่นานนี้ ทำให้เขายังเหลือสัญญาคุมทีมในถิ่นแอนฟิลด์อีกหลายปีทีเดียว ซึ่งจะทำให้ลิเวอร์พูลมีโอกาสที่จะครองความยิ่งใหญ่ของอังกฤษ และของยุโรปในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าทีมจะมีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในเวลานี้ แต่เราต่างก็รู้ดีว่าพวกเขายังสามารถแข่งแกร่งได้มากกว่านี้อีกด้วยซ้ำ หากว่าคิดที่จะลงทุนเสริมทัพเพิ่มความแข็งแกร่งหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าบอร์ดบริหารของสโมสร และกุนซือชาวเยอรมันจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะตัวกุนซือคงรู้แน่ๆ ว่าเขาจะทำอย่างไรให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้มากกว่าที่เป็นอยู่

Liverpool
Liverpool

ลิเวอร์พูลถือว่าเป็นทีมที่มี 11 ตัวจริงที่แข็งแกร่งมาก โดยมีนายประตูที่ตอนนี้ถูกยกย่องให้เป็นระดับท็อปของโลกอย่าง อลิสซง เบ็คเกอร์ และกองหลังก็มีเทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ที่เล่นเกมรุกได้ยอดเยี่ยมที่สุดในเวลานี้ และรวมไปถึง 3 ประสานในแดนหน้าอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ โรเบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และซาดิโอ มาเน่ ที่เล่นกันได้อย่างเข้าขารู้ใจ และสำคัญกับระบบการเล่นของเจอร์เก้น คล็อปป์เป็นอย่างมาก อีกทั้งในแนวรับก็ยังมีเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังกัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นเสาหลักของทีมอยู่ด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามก็ยังมีจุดที่ทีมยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งได้ในช่วงปิดฤดูกาลนี้ โดยใน 11 ตัวจริงก็ยังมีตำแหน่งคู่หูของฟาน ไดจค์ที่ยังสามารถอัพเกรดได้ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นโจเอล มาติป เดยัน ลอฟเรน หรือโจ โกเมซก็ยังดูไม่ดีพอ และรวมไปถึงขุมกำลังเชิงรุก โดยเฉพาะตัวหมุนเวียนในตำแหน่งแดนหน้าของ 3 ประสานตัวจริงด้วย เพราะตอนนี้พวกเขามีเพียงดิว็อค โอริกี้ กองหน้าชาวเบลเยี่ยมเป็นตัวเลือกแรกในการเปลี่ยนเกมเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าฝีเท้าแตกต่างกันมากเกินไป

ลิเวอร์พูล ถือว่าเป็นทีมที่ตกเป็นข่าวกับนักเตะหลายรายในช่วงที่ฟุตบอลหยุดการแข่งขันไป ไม่ว่าจะเป็นติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมันของไลป์ซิก ที่พวกเขาถือว่าตกเป็นข่าวมากที่สุดเลยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่ากองหน้ารายนี้กำลังจะเสร็จเชลซีแล้วในเวลานี้ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพวกเขาตกเป็นข่าวกับแวร์เนอร์ก็จริง แต่ก็มีการออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาไม่ได้แสดงความจริงจังในการต้องการตัวกองหน้ารายนี้เลยแม้แต่น้อย

และดูจากท่าทีในตอนนี้แล้วมีโอกาสมากทีเดียวที่พวกเขาอาจจะไม่ได้มีการเสริมทัพดีลใหญ่อีกครั้งในช่วงหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้งหรือไม่สำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เพราะในฤดูกาลนี้ทีม “หงส์แดง” ก็ไม่ได้มีการเสริมทัพในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลเช่นกัน แต่สุดท้ายก็กำลังจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครอบครองในฤดูกาลนี้ ซึ่งสาวก “เดอะ ค็อป” คงต้องดูกันต่อไป