Manchester City กับช่วงเวลาช่วงระทึก

Manchester City กับช่วงเวลาช่วงระทึก

ทีม “เรือใบสีฟ้า” Manchester City ที่ในช่วงก่อนหน้านี้ถือว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆ ของสโมสร เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จถึง 4 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นแชมป์เก่า 2 สมัยติดต่อกันมาด้วย โดยพวกเขาถือว่ายกระดับทีมขึ้นมาเป็นยอดทีมของอังกฤษนับตั้งแต่ที่ได้เป็ป กวาดิโอล่า ยอดกุนซือชาวสเปนเข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงกลางปี 2016

ซึ่งหลังจากนั้นทีมมีการเสริมทัพอย่างมากมายตั้งแต่ตอนนั้นมา โดยพวกเขาลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพแต่ละฤดูกาล จนทำให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกันในปี 2018-2019 ซึ่งในปี 2017-2018 นั้นพวกเขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการเก็บได้ถึง 100 คะแนน และยิงประตูได้มากกว่า 100 ลูกในฤดูกาลนั้น ซึ่งสร้างสถิติใหม่ให้กับเวทีพรีเมียร์ลีกมากมาย

ส่วนเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้นก็ทำไปได้ถึง 98 คะแนน และสามารถป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยเฉือนเอาชนะลิเวอร์พูลทีมรองแชมป์ไปเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น

แต่ในฤดูกาลนี้นั้นพวกเขากำลังจะได้เป็นเพียงแค่รองแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น เพราะมีคะแนนตามหลังทีม “หงส์แดง” อยู่ถึง 25 คะแนนเลยทีเดียว แม้ว่าจะยังเหลือการแข่งขันอีก 9 นัดก็ตาม แต่อย่างไรแล้วโอกาสที่จะไล่ทันนั้นแทบจะเป็นศูนย์ไปแล้วในตอนนี้

ฤดูกาลที่เต็มไปด้วยปัญหาของ Manchester City

ในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีปัญหาถาโถมเข้ามาเป็นระยะ ทั้งในเรื่องของนักเตะตัวหลักที่บาดเจ็บ และฟอร์มตก โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหลังที่ อเมริค ลาปอร์ก ปราการหลังชาวฝรั่งเศสของทีมได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ ทำให้เขาพลาดลงสนามช่วยทีมไปหลายนัด บวกกับเป็นช่วงฟอร์มตกของ จอห์น สโตน กองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษพอดี ทำให้ทีมของเป็ป กวาดิโอล่ามีปัญหาในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางเป็นอย่างมาก

เพราะนิโคลัส โอตาเมนดี้ กองหลังทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกคนก็อยู่ในช่วงฟอร์มตกเช่นกัน อีกทั้งยังรูปร่างเล็กเกินไปในการที่จะป้องกันลูกกลางอากาศด้วย ทำให้ฤดูกาลนี้กุนซือชาวสเปนต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งพอสมควร โดยจัดการให้แฟร์นานดินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมชาวบราซิเลี่ยนมายืนเป็นปราการหลังตัวกลางแทนในฤดูกาลนี้ โดยเป็ป กวาดิโอล่ามองหากองกลางรายนี้สามารถตอบโจทย์การเล่นได้ดีกว่ากองหลังคนอื่นๆ แต่ด้วยตำแหน่งการเล่นที่เปลี่ยนไป และไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขา ทำให้ผลงานแนวรับของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่ได้ดีกว่าเดิมมากนัก

manchester city
Manchester City

และเมื่อเอาแฟร์นานดินโญ่ไปเล่นเป็นกองหลังแล้ว ในตำแหน่งกองกลางตัวตัดเกมก็ต้องมาใช้โรดริโก้ กองกลางตัวรับทีมชาติสเปนที่ไปคว้าตัวมาจากแอตเลติโก มาดริด มาเล่นในตำแหน่งนี้แทน ซึ่งการที่เขาต้องลงสนามเป็นตัวจริงทันทีในฤดูกาลนี้ โดยที่ยังไม่ได้มีการปรับตัวกับเกมพรีเมียร์ลีกมากนัก ก็ทำให้มีปัญหาในการเล่นพอสมควร และยังไม่ค่อยเนียนมากนักกับผลงานในฤดูกาลนี้ ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลงานของทีม “เรือใบสีฟ้า” ตกลงไปจาก 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

นอกจากผลงาน ฟอร์มการเล่น และอาการบาดเจ็บของนักเตะแล้ว ยังมีเรื่องของสโมสรโดยตรงที่ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าสั่งโทษแบนถึง 2 ปีในการห้ามเล่นในศึกฟุตบอลรายการต่างๆ ของทางยูฟ่าด้วย ซึ่งรวมไปถึงศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ศึกฟุตบอลสโมสรรายการใหญ่ที่สุดที่ยูฟ่าจัดการแข่งขันในแต่ละฤดูกาลด้วย และยังถูกปรับเงินถึง 25 ล้านปอนด์จากข้อหาการผิดกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ หรือกฎการเงินที่ทางยูฟ่าตั้งขึ้นมาเพื่อไม่ให้มีทีมไหนใช้จ่ายเงินเกินตัวจากรายได้ของสโมสร เพื่อที่จะป้องกันการล้มละลาย รวมถึงการที่เจ้าของสโมสรจะนำเงินส่วนตัวมาพัฒนาทีมจนเกินเหตุด้วย ซึ่งพวกเขายังมีเรื่องของการพยายามที่จะตกแต่งตัวเลขทางบัญชีให้อยู่ในเกณฑ์ด้วย ทำให้พวกเขาถูกลงโทษหนักจากทางยูฟ่าทันที ซึ่งการถูกปรับเงินนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

แม้ว่าจะเป็นจำนวน 25 ล้านปอนด์ก็ตาม แต่เรื่องใหญ่จริงๆ คือการที่พวกเขาจะถูกห้ามเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกถึง 2 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสียหายกับสโมสรมาก เพราะมันไม่ได้เป็นการขาดรายได้จากการอดเล่นฟุตบอลยุโรปแค่อย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบมาถึงเรื่องอื่นด้วย

ทำให้ทีม “เรือใบสีฟ้า” พยายามที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกีฬาโลกในช่วงที่ผ่านมา และกำลังมีการไต่สวนกันอยู่ในเวลานี้ และคาดว่าจะมีการประกาศคำตัดสินใจช่วงเดือนสิงหาคมนี้ว่าพวกเขาจะสามารถลดโทษลงได้บ้างหรือไม่

หากพวกเขาถูกแบนห้ามเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจริงถึง 2 ปีตามคำตัดสินของทางยูฟ่า จะทำให้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของสโมสรทันที เพราะจะมีนักเตะหลายคนทีเดียวที่จะต้องการย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้ทันที เพราะดาวดังหลายคนของทีมต่างมีเป้าหมายที่จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ อย่างเช่นเควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งของทีมเป็นต้น และอาจจะยังรวมถึงนักเตะคนอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งอนาคตของทีมอยู่ที่การตัดสินของศาลกีฬาโลกในช่วงหลังจากนี้เลยก็ว่าได้